แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปลาชะโด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปลาชะโด แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคการใช้เหยื่อยาง ( เหยื่อยาง )

เทคนิคการใช้เหยื่อยาง ( เหยื่อยางในแบบที่รู้จักกันทั่วไป )

บทความตอนนี้ ผมขอเกริ่นนำและอธิบายให้ครอบคลุมอย่างคร่าว ๆ เกี่ยวกับ เหยื่อประเภท Jelly Bait บางท่านเรียก Worms หรือบางท่านเรียกเป็นคำไทย ว่าหนอนยาง หรือ อีกหลายชื่อที่นักตกปลาใช้เรียกเหยื่อปลอม ชนิดนี้ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ามีประโยชน์ กับนักตกปลาที่สนใจเกมฟิช ชนิดปลาล่าเหยื่อบ้างพอสมควร ผมขอนำบทความนี้ ด้วยคำว่า เหยื่อยาง เพราะดูแล้วน่าจะเป็นคำไทยที่ครอบคลุมทุกประเภท และทุกแบบของเหยื่อตกปลาชนิดนี้

เหยื่อยางที่นิยมใช้กันมาก และมีชื่อเสียงในบ้านเรามานาน คงจะหนีไม่พ้น จิ้งจกยาง ที่หลายท่านนิยมใช้ตกปลาช่อน ตามคูคลองบริเวณข้างทาง หรือ บ่อน้ำที่มีวัชพืช ปกคลุมอยู่บ้าง ผมเองเคยได้ปลาช่อนจากจิ้งจกยางนี้หลายตัว เรียกได้ว่าเป็นเหยื่อสุดประทับใจก็ว่าได้ ในบทความผมอาจกล่าวถึงปลาล่าเหยื่อต่างประเทศ ขอให้เข้าใจร่วมกันก่อนนะครับ ว่าเรากำลังร่วมกัน ศึกษาและพัฒนารูปแบบการใช้เหยื่อยาง ในบ้านเรา ซึ่งผมเองคิดว่า สัญชาติญานของปลาล่าเหยื่อนั้น ไม่ต่างกันเท่าใดนัก

บทความที่ผมเรียบเรียงไว้ในบทนี้ ขออนุญาต ข้ามเรื่องจิ้งจกยาง รวมถึงเหยื่อชนิดปลายาง ไปก่อนครับ โดยบทความตอนนี้ผมจะขอเล่าถึง ประสบการณ์ส่วนตัว รวมทั้งสิ่งต่าง ๆ ที่เคยได้รับการบอกเล่า และเรียนรู้จากนักตกปลาท่านอื่น มานำเสนอให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันครับ ท่านใดมีความรู้เรื่องเหยื่อยาง อยากเสริม หรือเห็นว่าไม่ถูกต้องในส่วนใด หากเป็นความกรุณา ขอได้โปรดแจ้งไว้ที่กระดานนะครับ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ ของนักตกปลาท่านอื่น ๆ ที่สนใจเรื่องการใช้เหยื่อยางครับ

การตกปลาด้วยเหยื่อยาง รวมไว้ซึ่งศาสตร์ และ ศิลป์ เริ่มจากผู้ผลิต ที่คิดค้นเนื้อวัสดุ และรูปแบบของตัวเหยื่อเลียนแบบ ให้เหมือนสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ บ้างก็แปลกแหวกแนว มองอย่างไร ก็ไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่เราเคย พบเห็นกัน

จากในภาพแรก ผมหยิบเหยื่อบางรุ่นที่ใช้อยู่ จากกล่องเหยื่อของผม มาถ่ายภาพให้ชมกัน จะเห็นได้ว่า ลักษณะเหยื่อยาง มีหลายรูปแบบ หลายขนาด รวมถึงสีสันของตัวเหยื่อ เรียกว่ามีเป็นร้อยแบบก็คงได้




ถัดจากโสตประสาทด้านการมองเห็น โยงไปถึงเรื่องกลิ่นของตัวเหยื่อ เหยื่อยางบางรุ่นมีกลิ่นหอมในตัวเอง (คนอาจเหม็นก็ได้) แต่ปลาคงรู้สึกหอมน่าหม่ำมากกว่า บางตัวที่ราคาไม่แพง คุณภาพไม่ค่อยดี อาจมีกลิ่นเหม็นของสารสังเคราะห์ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ลักษณะความนิ่ม และความยืดหยุ่นของตัวเหยื่อล้วนถูกพัฒนา ใส่เทคนิคการผลิตเข้าไปหลายอย่าง

เหยื่อยางหลายตัวต้องแช่อยู่ในน้ำมันหรือสารสังเคราะห์ ซึ่งจะทำไห้คงสภาพตัวเหยื่อไว้ได้ เหมือนตอนเหยื่อออกจากแม่พิมพ์ และยังได้ประโยชน์จากกลิ่นหอม ๆ และการฟุ้งของสารละลายที่ใช้พรมตัวเหยื่อนั้น ๆ ด้วย เทคนิคการผลิตเหยื่อยางให้ตัวเหยื่อมีความนิ่ม และส่งกลิ่นสังเคราะห์ ทีอยู่ในเนื้อใน ของตัวเหยื่อ ออกมากได้อย่างหนึ่งก็คือ การใส่เกลือเข้าไปในกระบวนการผลิต (ผมไม่แน่ใจว่าใช่เกลือแกงหรือไม่ แต่ผมได้ลองเสี่ยงชิมดูแล้วครับ เค็มเป็นเกลือป่นธรรดาครับ ..ไม่ได้กัดหรือกินเหยื่อนะครับ แค่ชิมเม็ดเกลือที่แทรกอยู่ในตัวเหยื่อครับ )

เหยื่อตัวที่แพง ๆ ที่ผมมีอยู่หลายตัว (กว่าครึ่งราคาไม่แพงครับ ตัวแพงมีไม่กี่ตัว แฮ่ะ ๆ ซื้อมาก ๆ จนแย่เลย) ใช้เทคนิคนี้ บางยี่ห้อ ถึงกับโฆษณา ว่ามีเกลือเพียบ (แปลได้ประมาณนั้น ) ตอนแรกผมก็นึกว่า คงเอาไว้ใช้งานกับ ปลาทะเล หากแต่ความจริง ใช้กับปลาน้ำจืดได้เช่นกัน (ข้อมูลนี้ผมอ่าจจากข้างซองเหยื่อ และสอบถามพนักงานขายเหยื่อ รวมถึงอาจารย์สอนตกปลาแบสที่ผมรู้จักด้วยครับ ประโยชฯของเกลือนี้ ทำให้เหยื่อมีรูพรุนเมื่อลงน้ำ ทำให้ตัวเหยื่อมีความนุ่ม และตัวเบ็ดสามารถทะลุทะลวงได้ดีกว่า

นอกจากนี้ รูปร่างเหยื่อยางชนิดต่าง ๆ ก็มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันไป ในแต่ละสภาวะแวดล้อม ในแต่ละพื้นที่ แอ็คชั่นของตัวเหยื่อมักได้ถูกคิดและวางรูปแบบการใช้งานคร่าว ๆ มาแล้ว ส่วนมากมักมีการดัดแปลงการใช้งาน หรือตัดต่อตัวเหยื่อ ใหม่ บ้างก็ประกอบเข้ากับ อุกปกรณ์ หรือเหยื่อชนิด อื่น เพื่อสร้างความสนใจให้กับปลาพันธ์ดุ ใต้น้ำมากขึ้น

ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับ แอ็คชั่นของตัวเหยื่อ และลักษณะการใช้งาน แบบที่นิยมกัน รวมถึงการประยุกต์ตัวเหยื่อ





อุปกรณ์ที่จำเป็น เมื่อใช้เหยื่อยาง มีคร่าว ๆ ดังนี้ครับ

1.
ชุดอุปกรณ์ คันเบ็ดและรอก ได้ทั้งเบทและสปินนิ่ง แต่มักนิยมคันแอ็คชั่นค่อนข้างอ่อน ก้านคันเบ็ดแบบเล็กๆ จะได้เปรียบเรื่องแรงสะบัดในการส่งเหยื่อเข้าสู่เป้าหมาย สปินนิ่งอาจได้เปรียบในเรื่องของการตีเหยื่อเบา ๆ ได้ไกลกว่า การทอยเหยื่อ ก็ทำได้สะดวกกว่า แต่รอกเบทเล็ก ๆ คุณภาพดี ๆ ก็ทำได้ไม่เป็นรองเท่าใดนัก

2.
สายที่นิยมใช้ ปกติ นักตกปลาส่วนใหญ่ คงคิดถึงชนิดปลาเป็นหลักในการเลือกใช้สาย แต่จากการพูดคุย กับนักตกปลาญี่ปุ่น ที่เชี่ยวชาญหลายท่าน (อาจารย์สอนตกปลาแบส) ให้ความเห็นว่า สายควรใช้ขนาดเล็ก ๆ เข้าไว้ จะทำให้เหยื่อตีไกล และแม่นยำ
ที่สำคัญที่สุดคือแอ็คชั่นที่ได้จากตัวเหยื่อขณะใช้งาน จะแสดงออกมาได้เต็มที่ เกี่ยวกับสาย PE หรือสายไดนีม่า ไม่นิยมใช้กันเท่าใดนักในเกมน้ำจืด เมื่อแรกผมก็นึกไปถึงราคาของสายชนิดนี้ที่วางขายในญี่ปุ่น มีราคาแพงกว่าสายธรรมดาอยู่ 3-5 เท่าขึ้นไป (ความยาวที่พบได้ส่วนใหญ่คือ 100 เมตร และ 150 เมตร)
ผู้เขียนได้สอบถามดูจากนักตกปลา(ที่น่าจะเชี่ยวชาญการใช้เหยื่อยางหลายท่าน ..จริงๆ แล้วแค่ 3 ท่านครับ ) ได้รับคำตอบทำนองเดียวกันว่า สายไดนีม่านี้ เมื่อเปียกน้ำอาจมีน้ำหนักมากกว่าสายโมโนฟิลาเมนต์ (สายเอ็นธรรมดา) อยู่สักหน่อย รวมถึงเมื่ออยู่ใต้น้ำ การให้ตัวของเหยื่อยาง (เมื่อหวังปลาที่รอกัดเหยื่ออยู่บริเวณหน้าดิน) จะไม่เป็นอิสระเท่าที่ควร จะมีใช้กันมาก ๆ ก็เหยื่อติดหัวจิ๊ก ที่ตีเหยื่อแบบเหยื่อบิน (ลอยกลางน้ำ) มากกว่า
รวมถึงการตกปลา ในเขตแก่งหิน ถึงจะใช้สายชนิดไดนีม่ากัน เพราะเรื่องของประสิทธิภาพด้านการทนต่อแรงเสียดสี ขูดกับแก่งหิน หรือตอไม้ใต้น้ำเป็นต้น ทั้งนี้ชุดลีดเดอร์ (ไม่ใช่ชุดของสาว ๆ เต้นนำเชียร์ นะครับ ... เอิ๊ก ๆ ๆ นอกสาระกันบ้าง) ยังคงใช้สายเอ็นขนาดเล็กอยู่ดี
ปกติจะขึ้นกับขนาดปลา โดยมีใช้กันตั้งแต่ ขนาดราวๆ 2 ปอนด์ ถึง 10 ปอนด์ มากกว่านี้ไม่นิยมใช้ร่วมกับเหยื่อยางตัวเล็ก ๆ แต่หากท่านใดประสงค์ใช้งาน ก็ไม่ผิดแต่ประการใด เพราะคงต้องดูถึงสภาพแวดล้อมการใช้งาน และเทคนิคของนักตกปลาแต่ละท่าน....

3.
ตัวเบ็ดที่ใช้ มีมากมายหลายแบบ ทั้งนี้ขึ้นกับชนิด และขนาดของตัวเหยื่อเป็นสำคัญ ถัดไปก็เรื่องของการใช้เหยื่อในแต่ละแบบ จะหน้าดิน เลาะตลิ่ง มุดตอ หรือแม้แต่ใช้แบบเหยื่อบินกลางน้ำ ก็ต้องเลือกตัวเบ็ดให้เหมาะกับการตกปลาแต่ละครั้ง
อุปกรณ์ที่ต้องมีติดไว้แบบพอจำเป็นก็ดังในภาพที่สองครับ บางตัวก็มีหัวจิ๊ก บางตัวก็มีลวด หรือส่วนของการป้องกัน เบ็ดเกี่ยวกับวัชพืช หรือสิ่งแปลกปลอมใต้น้ำ

4.
อุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ขาดไม่ได้ก็ลูกหมุน ถัดไปก็คลิ๊ปเผื่อจะเอาไว้เปลี่ยนเหยื่อได้สะดวก ตะกั่ว ทรงกรวย ทรงกลม หรือแม้แต่ทรงตุ้ม อย่างลูกสีเขียว (ดังในภาพ) ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน ที่สำคัญ ขนาดเล็ก ๆ ครับ
ให้ดูเหยื่อยางที่ใช้เป็นหลักครับ พวกจิ๊กหัวขน (แฮ่ะ ๆ อันนี้เรียกเอง) ก็นิยมใช้ร่วมกับ เหยื่อยางเช่นเดียวกัน เรียกว่าประกอบกันแล้ว ตัวเหยื่อดูหล่อขึ้นมาก และบางครั้งปลากัดมากกว่าการใช้เหยื่อยางอย่างเดียวครับ
สปินเนอร์เบท ก็นิยม เกี่ยวหนอนตัวเล็ก ๆ ไว้ที่ตัวเบ็ดด้วยเช่นเดียวกัน (ปกติ สปินเนอร์เบท ที่มีพู่อยู่ดังในภาพ ก็สามารถใช้ตกปลาได้โดยไม่ต้องมีเหยื่อยางนะครับ)
เรื่องของเทคนิคการประกอบเหยื่อ ถึงขึ้นการใช้งาน และ แอ็คชั่นของตัวเหยื่อที่เราหวังผล ผมของนำเสนอในกระทู้ถัด ๆ ไป


5. สเปรย์ดับกลิ่น เพิ่มกลิ่น และน้ำยาชุบกลิ่นให้เหยื่อยาง เป็นสิ่งสุดท้าย ที่ไม่จำเป็นต้องมีเท่าใดนัก แต่หากนักตกปลาท่านใด หวังผล และคาดหวังการได้ยลโฉมตัวปลามากกว่าปกติ หรือไม่อยากพลด อาหารจานเด็ดล่ะก้อ ของสิ่งนี้ ช่วยให้เพิ่มความน่าจะเป็นในการตกปลาได้มากขึ้นครับ เรื่องกลิ่นของเหยื่อยางนี้ ผู้เขียนได้อธิบายไว้คร่าว ๆ ในอีกบทความหนึ่ง คือ ตอน เรื่องของกลิ่นกรุ่น ๆ



สุดท้ายฝากไว้ ก่อนจบบทความนี้ คงต้องบอกก่อนว่า ผมเองไม่ได้โอ้อวด หรือมีความเก่งกาจในการตกปลามากกว่าทุกท่านแต่อย่างใด เพียงแต่ทุกครั้งของการออกทริปตกปลาของผม หากผมไม่ประสงค์จะได้ปลาที่ตกเพื่อเป็นอาหาร หรือหวังผลกับตัวปลา มากนัก ผมจะใช้เบ็ดแบบไม่มีเงี่ยง (ส่วนมาก ใช้คีมบีบเอา มีวิธีที่ดีกว่าคือนั่งใช้ตะไบ เล็ก ๆ ขัดออกครับ)






ต้องขอขอบคุณข้อมูลจาก fishing4you.com

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

เทคนิคการตกปลาล่าเหยื่อ - การตกปลาชะโด

การตีชะโด แบ่ง เป็น 3 อย่างหลักๆ ดังนี้
  1. ตีสุ่ม หรือ ตีปลาสุ่ม
  2. ตีปลาจิบ
  3. ตีปลาครอก หรือ ตีแม่ครอก
การตีปลาสุ่ม ก็หมายความตามคำว่า สุ่ม นั่นแหละครับ คือตีไปเรื่อยๆ โดยที่เราเอง ก็ไม่รู้หรอกว่า ปลามันอยู่ไหน มันจะชาร์ทเหยื่อเมื่อไหร่ แต่โดยนิสัย ของชะโดแล้ว มันจะชอบ ซุ่มอยู่ตาม ตอไม้ พงไม้ พงหญ้า กอบัว ริมตลิ่ง เมื่อมันเจอเหยื่อ ผ่านมา มันจะพุ่งเข้าใส่ทันที ทำให้นักตกปลา ตีชะโดส่วนมาก จะเหวี่ยงเหยื่อ เข้าไปตามจุดต่างๆ ดังที่กล่าวมานั้น
การตีปลาจิบ ก็คือ การเฝ้ามอง จุดๆหนึ่ง ที่ชะโดลอยตัว ขึ้นมาจิบอากาศเหนือผิวน้ำ ก่อนทีจะม้วนตัวดำดิ่ง ลงสู่พื้นล่าง สิ่งที่เกิดจาก การจิบอากาศ คือวงกระเพื่อม เป็นวงกลม ของผิวน้ำ ทำให้ นักตกปลา รับรู้ถึงจุด ที่ปลาอยู่
การตีปลาแม่ครอก ก็คือ การตกปลาแม่และพ่อ ชะโด ที่มันกำลัง เลี้ยงลูกๆ หรือ พาลูกๆ ตัวแดงๆของมัน ออกไปหาอาหาร นั่นแหละครับ
ทีนี้ มาพูดถึง ประเภทเหยื่อ ที่นิยมใช้ ตกปลาชะโดกัน นะครับ
เหยื่อตีชะโด หลักๆแล้ว แบ่งได้ดังนี้
  1. เหยื่อผิวน้ำ เช่น กบกระโดด เหยื่อใบพัด ป๊อปเปอร์ buzz bait .....
  2. เหยื่อดำน้ำ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า เหยื่อดำ ซึ่งก็จะแบ่งเป็น ดำตื้น ดำลึก

การตีปลาสุ่ม ด้วยเหยื่อผิวน้ำ เหยื่อผิวน้ำ โดยรวม ความหมายก็คือ เวลาที่เราใช้งานเหยื่อเหล่านี้ มันจะสร้างแอ็คชั่น อยู่บนน้ำครับ (ถ้าเราไม่กรอมันกลับ มันก็อาจจะค่อยๆจมหายไป หรือลอยอยู่ แล้วแต่เหยื่อที่ผลิตออกมา เหยื่อบางเจ้า จะเขียนติดไว้ครับ ว่า เป็น float หรือ sink) การตีเหยื่อสุ่ม มักจะตีเข้าหาหมาย หรือจุดหมาย ที่นักตกปลา คาดคะเนว่า ตรงนั้น ตรงนี้ น่าจะมีปลา ดักรอล่าเหยื่ออยู่ หมายส่วนมากแล้ว จะอยู่ชิด ติดกับ ตอไม้ พงหญ้า ขอบตลิ่ง ซึ่งถือเป็นสวะ ที่พลาดพลั้ง ตีเกินเลย หรือแม้แต่จงใจ ตีเหยื่อล้วงเข้าไป กลางอุปสรรคเหล่านั้น ก็อาจทำให้ ตัวเบ็ดของเหยื่อ เกาะเกี่ยวได้ง่ายๆ เหยื่อที่นิยมใช้กัน จึงเป็นเหยื่อ ประเภท กบกระโดด เหยื่อติดใบพัด หรือ เหยื่อที่มีลักษณะคล้ายๆกัน และมีเพียงตะขอ 2 ทาง อยู่ส่วนท้ายเท่านั้น บางครั้ง นักตกปลา ก็ได้เสริมตัวกันสวะเข้าไป ที่ตัวเบ็ด เพื่อให้ปัญหา ตัวเบ็ดไปเกาะเกี่ยวอุปสรรค ลดน้อยลงไป ข้อดี หลักๆ ของเหยื่อประเภทนี้ ก็คือ โอกาส ติดสวะ หรืออุปสรรค มีน้อย และเวลาที่ปลา ฮุบเหยื่อแล้ว โอกาสได้ปลา ก็มีสูง
การตีปลาจิบ ด้วยเหยื่อดำน้ำ
จริงๆแล้ว การตีปลาจิบ ใช่ว่าจะใช้เหยื่อผิวน้ำไม่ได้นะครับ ใช้ได้เหมือนกัน แล้วแต่สถานที่ หมายถึง บางเขื่อน บางอ่าง ใช้เหยื่อผิวน้ำ ตีปลาจิบ มันไม่ชายตาแลเลย ก็ต้องเป็นงานของเหยื่อดำครับ
ดำตื้น สังเกตได้จาก ลิ้นที่ปากเหยื่อ จะสั้นๆ ดำลึก สังเกตได้จาก ลิ้นที่ปากเหยื่อจะค่อนข้างยาว
เมื่อไหร่ ต้องใช้ ดำลึก เมื่อไหร่ ต้องใช้ดำตื้น ก็ง่ายๆครับ ถ้าน้ำตื้น ก็ใช้ดำตื้น ตัวดำตื้นนี้ ใช้ตีปลาจิบ ใกล้ๆฝั่งได้ครับ ส่วนดำลึก ก็ใช้ตีปลาจิบ บริเวณน้ำลึกครับ

เทคนิค ประกอบการลากเหยื่อ และสร้างแอ็คชั่น ให้กับเหยื่อเบื้องต้น

เหยื่อผิวน้ำ เวลาที่ตีเหยื่ออกไป ถึงจุดหมาย หยุดเหยื่อให้ตกกระทบกับผิวน้ำแล้ว มี 2 ทางเลือก
  1. กรอกลับทันที เหยื่อกระทบผิวน้ำ แป๊ะ!! กรอกลับอย่างเร็ว ในช่วง 1 วินาทีแรก แล้วผ่อนให้ช้าลงนิดหน่อยหลังจากนั้น ในหลายช่วง หลายจังหวะ การลากเหยื่อ อาจเพิ่มแอ็คชั่นให้กับเหยื่อ โดยการเจิร์คบ้าง Jerk ก็คือ การสบัดปลายคันเบ็ดขึ้นๆลงๆ เพื่อให้เกิดแรงกระชากตรงตัวเหยื่อ ผันแปร ไม่สมำเสมอ
  2. หยุดเหยื่ออยู่ตรงนั้น แล้วค่อยๆ เจิร์คตวัดปลายคัน ให้หัวเหยื่อคะมำขึ้นๆลงๆ ค่อยๆขยับมาเรื่อยในช่วง 1-3 วินาทีแรก แล้วค่อยกรอกลับ เทคนิคนี้ จะใช้ได้กับพวกเหยื่อที่ไม่จมน้ำครับ
เหยื่อดำน้ำ ตีปลาจิบ การตีปลาจิบ ก็คือ การเฝ้ารอจังหวะ ปลาขึ้นมาจิบอากาศ หลังจากเหยื่อตกกระทบผิวน้ำ ให้กรอกลับทันที หมุนเร็วๆในช่วงวินาทีแรก เพื่อให้เหยื่อดำดิ่ง ลงไปสู่ จุดสุดของสเปคเหยื่อแต่ละแบบ แล้วผ่อนเพื่อให้เหยื่อ ได้ออกแอ็คชั่น ( อาการดีดดิ้น ยักย้าย ส่ายสะโพก) การตีปลาจิบนั้น ว่ากันว่า ให้ตีดักหน้า เวลาปลาจิบน้ำ แล้วมันจะดำดิ่ง ลงพื้นล่าง ในทางปฏิบัติแล้ว ทำได้ยากครับ ง่ายๆเลยก็คือ มันจิบตรงไหน ก็เหวี่ยงเหยื่อไปตรงจุดนั้นแหละครับ ดีที่สุดคือ เหวี่ยงให้เลยจุดจิบ ไปสักหน่อยถ้าทำได้ ก็จะช่วยเพิ่ม การบล็อคทิศทางได้อีก
การตีแม่ครอก โดยรวมแล้ว ก็ใช้ทั้ง 2 แบบด้านบนครับ การตีแม่ครอก มีทั้ง 2 รสชาดคละเคล้ากันไป คือ ตูม!! ตั้งแต่ไม้แรกๆ หรือ ยังไม่ถึง 10 ไม้ หรือ ตามตี ตามกดดัน จนคนตีเองท้อ ขอยอมแพ้ ทำไมบางคนจึงพูดว่า ตีแม่ครอก แค่ลากเหยื่อผ่านมันก็กัดแล้ว บางคนบอกไม่จริงหรอก ผมตามตีเป็นครึ่งค่อนวัน มันยังไม่กัดเลย
นี่เป็นเพียงข้อสันนิฐาน จากประสบการณ์ผมนะครับ ไม่มีข้อมูล หลักวิชาการ ใดๆมายืนยัน ผมสันนิฐานว่า
  1. ตูม !! แน่ตั้งแต่ไม้แรกๆ ถ้า ปลาครอกนั้น เป็นครอกใหม่ๆ เล็กๆ ที่ยังไม่มีใครไปกวนมัน สรุปก็คือ มันยังไม่มีประสบการณ์ การโดนล่า เพราะมันรู้เพียงว่า พวกมันคือผู้ล่า
  2. ตูม!! เหมือนกัน แต่กว่ามันจะกัดเหยื่อ ก็นานเกือบท้อ แน่นอนว่า ครอกนี้ มันเคยเจอ เคยถูกล่ามาแล้ว อาจจะโดน นักล่าผู้ใจดี ตีเอามันไปถ่ายรูปมาแล้ว แต่หลังจากที่ โดนตี โดนตามกดดันนานๆ ด้วยความที่มัน ต้องปกป้องสิ่งที่มันรัก ไม่ให้ผองภัย ภยันตรายๆ มากล้ำกรายลูกๆของมัน จนมันเกิดความเครียดอย่างมาก สังเกตได้จาก เริมมีการ ขึ้นน้ำขู่ ขึ้นจิบน้ำแรงๆ หลายครั้ง เอาหางฟาดเหยื่อบ้าง จนในที่สุด ความเครียดคงจะกลายเป็น ขาดสติ งับเหยื่อจนได้
บทความที่ เขียนถึง การตีแม่ครอก สมาชิกที่อ่านแล้ว กรุณาอย่านำไปขยายความใดๆนะครับ อ่านเพื่อบันเทิงเชิงความรู้ก็พอ ส่วนควรจะ หรือไม่ควรจะตีปลาแม่ครอกนั้น ขอให้เป็นวิจารณญาณของแต่ละบุคคล อย่าได้นำมากล่าวเพื่อ ถกเถียง โต้แย้ง ในกระทู้นี้เลยนะครับ
ชุดอุปกรณ์ ที่ใช้ ใช้ได้ทั้ง ชุดสปินนิ่ง และ ชุด เบทคาสติ้ง แล้วแต่ความถนัด และทุนเงินในกระเป๋าครับ ผมเริ่ม ตีชะโดด้วยชุด สปินนิ่ง คัน 8 ฟุต 2 ท่อน รอก BG 10 ซึ่งผมมีใช้ ตกปลาเกร็ดอยู่แล้ว เสียเงินเพิ่ม ก็ตรงที่สาย ไดนีม่า เท่านั้นครับ จนวันเวลาผ่านไป ผมจึงได้ซื้อ อุปกรณ์อื่นๆเพิ่มเข้ามา
คันแข็ง คันอ่อน ตกปลาได้ไหมครับ ได้ทั้งนั้นแหละครับ โอกาสปลา ฮุบเหยื่อก็เหมือนกันครับ จะต่างกันที่
ความแม่นยำ และระยะของการส่งเหยื่อ
การเซ็ตฮุค หรือการวัดเบ็ด แน่นอนว่า คันที่แข็งกว่า ย่อมให้แรงกระชาก จากปลายคัน ถึงตัวเบ็ดได้รุนแรงกว่า ส่งผลให้ คันเบ็ดอ่อน โอกาสปลาหลุดมากกว่า เนื่องจาก แรงกระชากเวลา วัดเบ็ด ไม่รุนแรงพอ ที่จะดึงคมเบ็ดให้ฝังลงในผิวเนื้อปลาได้ รวมทั้ง คันแข็ง สามารถงัดบังคับทิศทางปลาได้ดีกว่าคันอ่อน โอกาสที่ ปลาจะมุดลงไปติดกิ่งไม้ ตอไม้ จึงมีน้อยกว่า เพราะเวลาที่เราสู้กับปลาเกมส์เหล่านี้ มันแค่อึดใจเดียวครับ
เทคนิคการ เล็กๆ น้อย แต่มีผล ต่อการได้ตัวครับ
ก่อนตีเหยื่อ เช็คเบรคให้แน่ใจ ว่าปิดเบรคแน่นพอรึยัง
เวลาปลาเข้าชาร์ทเหยื่อ บอกกับตัวเองไว้เลยว่า ตูม! ก็จะไม่สดุ้ง ท่องไว้เลยครับ ตูม... ตึง.... ตวัด....
ถ้าปลาชาร์ทเหยื่อ ตูม แต่เราไม่รับรู้ถึงอาการตึง ที่แขน ก็คือ มันชาร์ทพลาด ให้เจิร์คเหยื่อเบาๆ เหมือนกับ เหยื่อกระโดดหนี มันจะตาม ชาร์ทอีก ตูม! ถ้ารับรู้ว่า ตึงที่มือ ให้ตวัดทันที หมุนให้ไว สายตึงอีกครั้ง วัดสวนให้ดังฉึกๆ ถ้าถึงขนาด ลากเบรคออก ปรื๊ดๆ หาโอกาส เซ็ตฮุคอีกที เอาให้อุ่นใจ ในวินาทีนั้น หมุนให้ไว งัดปลาให้ขึ้นสู่ผิวน้ำให้ได้ แต่อย่างัดให้หัวปลา โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาเด็ดขาด โอกาสที่ปลาจะสะบัดหลุดมีสูง



ขอขอบคุณข้อมูลจาก numaer.com

วิธีทำกระดี่ ( ทำแบบบ้านๆ )

พอดีไปเจอมาเลยเอามาฝาก วิธีทำนะครับ 1. นำกระป๋องเบอร์ดี้มาตัดก้นและหัวออก แล้วผ่ากระป๋องแบออก 2. นำแบบมาทาบแล้วตัดด้วยกรรไกร เอาให้กว้...